Sunday, 13 January 2008

ชีวิตที่มีระเบียบวินัย

ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ชีวิตฉันขาดที่สุดในขณะนี้คือ ความมีระเบียบวินัยในการดำรงชีวิต
เหมือนอ่อนด้อยลงจากก่อนหน้านี้ ฉันจึงอยากเพิ่มเติมให้ชีวิตมีวินัย ซึ่ง ผลของการมีวินัย นอกจากจะทำให้งานสำเร็จแล้ว ยังทำให้ไม่เครียดอีกด้วย เพราะฉะนั้น
อย่างแรก อ่าน micro ทุกสัปดาห์ให้ได้
อย่างที่สอง ซ้อมเปียโนกับร้องเพลงทุกวัน ไม่ใช่ตามอารมณ์
อย่างสุดท้าย นั่งสมาธิทุกวัน

Tuesday, 1 January 2008

คลื่นใหม่

เดี๋ยวทำงานจะกำหนดคลื่นการทำงานอย่างมีสมาธิล่ะ

Monday, 31 December 2007

ข้อคิดดีๆ

วันนี้ก็เป็นวันขึ้นปีใหม่แล้วซินะ ฉันก็อยู่บ้านทำรายงานสองฉบับคือ econometric_ simulation macro model กับ development of thai capital market_chantal แต่ก็อู้อยู่เรื่อยๆ มีความสุขดี สำหรับข้อคิดดีๆ เนี่ยสำคัญสำหรับชีวิตมากๆ วันนี้คิดออกเลยอยากเขียนอ่ะ

1. จงมีเวลาเสมอสำหรับสิ่งที่ชีวิตต้องการ เช่น ทำวิปัสสนา แต่อาจไม่มีเวลาสำหรับกิจกรรมไร้สาระที่ทำเพราะไม่รู้จะทำอะไร หรือ ด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น ดูทีวีวันละหลายๆชั่วโมง

2. ถ้าไม่กลัวจะทำอะไร ชีวิตก็สั้นนะ ทำสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ผิดศีลธรรมเถิด อย่ามัวแต่กลัวอยู่เลย ว่าจะทำไม่ได้บ้าง ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จบ้าง

3. ตอนเช้าตื่นมา ให้คิดว่า วันนี้เป็นวันดี ค่อยๆนึกถึงกิจกรรมที่เราคิดจะทำทีละอย่าง และวาดภาพที่เราอยากให้เป็นเช่น เปลี่ยนจาก เซงจัง เรียนอีกแล้ว เป็นภาพ การเรียนรู้อย่างมีความสุข-- อันนี้ทำยากหน่อย แล้วคอยคิดอย่างนั้นเรื่อยๆทั้งวัน

4. กินกบตัวที่น่าเกลี่ยดที่สุดเป็นกิจกรรมต้นๆของวัน แล้วใจจะสบายเหมือนยกภูเขาออกจากอก

5. เมื่อรู้สึกว่าไม่สบายใจให้ get it out ทันที อันนี้ ฟังมาจากท่านภิกษุรูปหนึ่ง ชอบมาก ทำไมเราต้องให้ความไม่สบายใจเก็บไว้นานๆ จนเป็นนิสัยแล้วเราป่วยไข้ เครียดง่าย สารพัดโรค เกิดจากใจ เกิดจากนิสัยตัวนี้ล่ะ

6. กล่าวคำขอบคุณบ่อยๆ ขอบคุณในใจให้บ่อยยิ่งกว่า แล้วจะรู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่ อันนี้ ประสบการณ์ตรง คือ ดันไปลงเรียน advance microeconomics ยากพอควร แต่ไม่รู้จะใช้อะไรอีกต่างหาก (คือก็งงว่าลงทำไม นอกจากเป็น minor จริงๆ ก็เลือก minor อื่น ง่ายๆก็ได้ ไม่เห็นต้องมาปวดหัวกับวิชานี้เลย่) แต่ลงไปแล้วก็เรียนกันต่อไป พอสอบกลางภาค แอบเครียด เพราะว่ารู้สึกว่า อ่านอะไรเนี่ย ยากก็ยาก สร้างความปวดหัว แล้วยังไม่รู้จะเอาไปทำอะไรอีกต่างหาก เลยรู้สึกว่า ถ้ายิ่งคิดอย่างนี้ก็ไม่มีพลังในการอ่าน ก็ยิ่งแย่ เลยเปลี่ยนความคิดใหม่ มองข้อดีของการลงวิชานี้ คือ ขอบคุณทำให้ได้รู้จักอาจารย์เก่ง อีกทั้งใจดีที่ตั้งใจสอน และสอนรู้เรื่อง รวมทั้งได้เรียนกับเพื่อนที่ช่วยกันเรียน ไม่แข่งขันกัน ก็เป็นสิงดี พอฉันคิดวนๆแบบนี้ ฉันก็อ่านได้และเป็นสุข

7. มองแต่ข้อดีของคนอื่น แล้วโลกจะน่าอยู่ แล้วเราจะมีแบบอย่างพฤติกรรมที่ดีงาม
เจ้นก ชอบให้ ชอบเลี้ยงน้องโดยเฉพาะนวด กับ หนม รักน้อง
เจ้หยก มีวินัย ทำให้บ้านมีกฎระเบียบ เสียสละ
พ่อ รักลูก ชอบทำอาหารให้ลูกกินแล้วมีความสุข ลูกเลยทำอาหารไม่เป็น ชอบขับรถรับส่งลูก
แม่ รักลูก ดูแลลูกเป็นห่วงลูกโดยเฉพาะฉันเป็นพิเศษ
ต๋อ ดูแลหลินโดยเฉพาะด้านการเรียน แต่ไม่ตามใจหลินจนเสียนิสัย
ยุ้ย ที่พึ่งทางการเรียนยามทำโจทย์ไม่ได้ มีเหตุผล
เอมี่ เอื้อเฟื้อ โดยเฉพาะเวลาเรียน mi 3 และฝากซื้อ cd
พลอย ใจดีที่สุด
กาย ประณีต เรียบร้อย มีน้ำใจ
แบงค์ ทำงานเรียบร้อย ส่งเร็ว
หมิง ปลา มีน้ำใจ
ไว้เขียนต่อ ไปทำการบ้านก่อนล่ะ

Monday, 24 December 2007

คลื่นพลังจิต

จากที่ได้อ่านจาก The secret ทำให้ฉันอยากทดลองตามที่หนังสือสอนไว้ ฉันจึงได้ลองดูด้วยการฝึกคิดอะไรในใจในทางบวกเพื่อดึงดูดสิ่งที่ดีที่ต้องการเข้ามาตัว ซึงก็ได้ผลพอสมควรนะ

วันนี้ไปนั่งอ่านหนังสือที่สยาม เลยลองหลับตาแล้วนึกถึง คลื่นการเรียนรู้ หรือ คลื่นที่จิตใจสบายเหมาะกับการเรียนรู้ ซึ่งฉันก็พบ แล้วก็อ่านหนังสือองอย่างมีความสุขไปได้เรื่อยๆเลยที่เดียว ก็มีบางช่วงที่กระแสคลื่นอ่อน อาจมาจากคลื่นความคิดอื่นที่รบกวน ฉันก็จะบอกตัวเองว่า ต่อไปนี้ฉันจะอ่านหนังสือต่ออย่างสบายใจและมีความสุขล่ะนะ ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี ก็คอยจูนคลื่นไปเรื่อยๆ จนผ่านไป สามชั่วโมง รู้สึกว่าลมปรานแตกซ่าน อ่านหนังสือแล้วหาคลื่นนั้นไม่เจอ หงุดหงิด ก็เลยเลิกอ่านหนังสือ แล้วกลับบ้าน

ฉันคิดว่าเคล็บลับอยู่ที่ความสบายใจ เนื่องจาก เราจะพยายามโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตามพาตัวเองไปอยู่ในที่ๆเราสบายใจ ฉันสังเกตว่า แรงดึงดูดไม่ว่าจะเกิดจะอะไรก็ตาม ซึ่งบางอย่างเราเองก็ควบคุมไม่ได้ จะชักพาให้เราไปอยู่ในภาวะที่เราสบายใจ หรือ ที่เราคุ้นเคย

นี่คือเหตุผลที่เราไม่ควรทำชั่วเพราะถ้าเราทำแล้วมันจะเป็นรากฐานให้เราคุ้นเคยกับความชั่ว ซึ่งทำให้เราทำชั่วต่อไปเรื่อยๆ ความเคยชินอันตรายตรงนี้หล่ะ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราต้องการอะไร ถ้ามัวแต่รู้สึกสบายใจที่จะกังวลกับการได้สิ่งนั้น ก็จะไม่ได้ ตรงกันข้าม ถ้าเราสบายใจว่าเรากำลังได้สิ่งนั้้นเราก็จะได้มันเอง

Tuesday, 11 December 2007

คุณธรรมของเทวดา

หลังจากฉันได้อ่านเรื่อง The Secret ซึ่งเป็นหนังสือที่ทำให้ฉันขนลุกเป็นระยะๆ ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นที่รู้ว่า คนเราจะสามารถได้ทุกสิ่งที่ต้องการได้ หากทว่า ความสอดคล้องกันของศาสนาต่างๆ ในธรรมะระดับสูงๆต่างหาก
เช่น ให้อยู่กับปัจจุบัน แปลว่า สติ
ให้รู้คุณสิ่งต่างๆ แปลว่า กตัญญูกตเวที
ให้ระมัดระวังจิตใจ ไม่ให้คิดในเรื่องที่ไม่ดี เพราะอาจปล่อยพลังงานในทางลบออกไป แปลว่า มโนกรรม
อย่าพูดในสิ่งไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ สร้างความอิจฉา ทำให้ผู้ฟังหรือตนเองเสียกำลังใจ แปลว่า วจีกรรม
คนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล แปลว่า พระพุทธเจ้้าสอนเวลาเข้าวิปัสสนาว่า สามารถเรียนรู้จักรวาลทั้งหมดในกายและจิตตนเองได้ โดยไม่ต้องส่งจิตออกนอกเลย ฯลฯ

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ทำให้ฉันต้องลองพิสูจน์โดยลองปฏิบัติตามดู ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นอย่างชัดเจน คือ ฉันคอยดูจิตอยู่บ่อยๆ เพื่อไม่ให้เกิดจิตที่ไม่ดีขึ้น เช่น คิดไม่ดี โกรธ พอรู้ตัวว่าโกรธก็ให้อภัย ซึ่งทำให้จิตฉันผ่องใสขึ้นพอสมควร ความรู้สึกเหล่านี้มักเกิดกับฉันเมื่อฉันออกจากวิปัสสนาใหม่ๆ และยังกำหนดได้ดีอยู่
เมื่อดูจิตตนได้ตลอดมากขึ้นเช่นนี้ ทำให้ฉันรู้สึกว่า จิตใจฉันละเอียดขึ้น มีธรรมะของเทวดา คือ หิริ โอปตัปปะ หมายถึง ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป สถิตในใจมากขึ้น ทำบาปน้อยลง (ปกติศีลค่อนข้างบริสุทธิ์อยู่แล้ว ในที่นี้ หมายถึง มโนกรรมนั้น เวลาคิดไม่ดี คิดโกรธ ไม่พอใจอะไรออยู่จะรู้ตัวและให้อภัยได้เร็วขึ้น)
ทำให้ฉันรู้สึกถึงคำว่าศาสนาสากลมากขึ้น
ฉันหวังว่าเมื่อฉันโตขึ้น ฉันจะมีธรรมะของพรหม หรือ ธรรมวิหารสี่ สถิตในใจมากขึ้นเรื่อยๆ จิตใจละเอียดขึ้น เนื่องจากตอนนี้อาจจะเพราะ ฉันยังเด็ก ยังปฏิบัติได้ไม่ถึงขั้น รู้สึกว่าจิตยังไม่ละเอียดถึงขั้นที่จะมีธรรมะนี้อยู่อ่ะ
ปฏิบัติต่อไปล่ะนะ

Saturday, 10 November 2007

เรียนเก่ง

หลังจากสอนพิเศษมาเกือบปีเห็นจะได้ ฉันก็ได้ตอบคำถามตัวเอง อย่างหนึ่งที่ฉันอยากรู้มานาน ก็คือ อะไรเป็นปัจจัยหลักให้คนเราเรียนเก่งต่างกัน สิ่งที่ฉันค้นพบ คือ นักเรียนที่เรียนเก่งมากๆๆๆ นั้น โดยมาก มักจะ มีวินัยในตนเองสูง รู้ในเนื้อหาที่กำลังเรียนอย่างชัดเจน ซึ่งเกิดจากสาเหตุต่างๆมากมาย ไม่เครียดกับการเรียนมากจนเกินไป ซึ่งต่างจาก สิ่งเดิมที่ฉันมองว่า เด็กเก่งมักจะเครียด ซึ่ง สัมพันธ์กันในแง่ที่ว่า ความเครียดเป็นแรงผลักดันให้เด็กขยัน และมีวินัยทางการเรียนมากขึ้น แต่ทว่าก็เป็นแรงบีบไม่ให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ สร้างสรรค์ เช่นกัน

ฉันมองว่า ไม่จำเป็นต้องเรียนด้วยความเครียดหรอก เพียงแค่มีวินัยทางการเรียน โดยรู้ว่า แต่ละวิชาควรอ่านหนังสืออย่างไร เมื่อใด เช่น ก่อนเรียน หลังเรียน ก่อนสอบ หรือ ทุกช่วงเวลา เนื่องจากเนื้อหาซับซ้อน เป็นต้น เมื่อรู้แล้วก็ทำต่อไปอย่างมีวินัย ก็พอที่จะเรียนเก่งได้แล้วล่ะ

Wednesday, 19 September 2007

ชีวิตสมถะ

ฉันจินตนาการไปถึงเป้าหมายช่วงกลางของชีวิต ประมาณวัยทำงาน -- ถ้าฉันไม่ตายไปเสียก่อน
ฉันต้องการเห็นภาพผู้หญิงสมถะ เป็นระเบียบ เรียบง่าย ใจบุญ มากกว่าผู้หญิงที่แต่งตัว ใช้ของแพง ฟุ่มเฟือย ไร้สาระนะ
นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ฉันคิดว่าน่าจะเริ่มฝึกตัวเองให้เคยชิน ถ้าไม่เริ่มด้วยการฝึกตัวเอง ฝึกใจละก็ กิเลสอาจนำทางไปอีกทางที่กว่าจะรู้ตัวก็ติดกับดักของความเคยชินเสียแล้ว