เมื่อตอนปิดเทอมที่ผ่านมา เดือน มีนาคม- พฤษภาคม เราได้ไปฝึกงานที่เครือฯมากับโครงการ SCG Excellent Internship เลยอยากเขียนบันทึกเอาไว้ ว่าเป็นอย่างไร และ เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง ก่อนที่เราจะลืมอ่ะนะ
อาทิตย์แรก 2 วันแรกเป็นลงทะเบียน แล้วก็ไปสันทนาการ เค้าทำได้ดีนะ แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยชอบกิจกรรมแนวนี้เท่าไหร่อ่ะ เราชอบอยู่เงียบๆ มากกว่าเต้นแล้วก็ร้องเพลงเชียร์ แต่สิ่งที่ได้คือ มันทำให้เรารู้จักเพื่อนๆมากขึ้น แล้วก็ไม่เคอะเขินเวลาเจอกัน ในการอบรมอาทิตย์ถัดไป เราเลยค้นพบว่า กิจกรรมสันทนาการไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ (การค้นหาตนเองมันยากเหมือนกันนะ) แต่เราก็อยู่กับมันได้ในระยะเวลาสั้น
ในเวลา 5 วันที่เหลือเป็นเรียนหนังสือ เรื่องการทำธุรกิจ อันนี้ต้องขอชม SCG ว่าทำได้ดีมาก และลงทุนมาก เอาอาจารย์เก่งๆมาสอนทั้งนั้นเลย แล้วสอนได้เข้าใจมาก ผลที่ได้จากการอบรมคือ มันทำให้เรารู้ว่า โลกธุรกิจเค้าคิดอะไรกัน การแข่งขันเพื่อแย่งลูกค้าอะไรอย่างเนี้ย แล้วก็ทำให้เราตระหนักว่า ระบบ logistic ในเมืองไทยน่ะ ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะเลย ฯลฯ จำไม่ค่อยได้ละ
อีก 6 สัปดาห์เป็นฝึกงาน เราเลือก HR division ตอนแรก เราอยู่ coporate function มีพี่แอมเป็นพี่เลี้ยง งานแรกคือ สรุปกฏหมายแรงงานเวียดนาม และอินโด ทำให้เราได้รู้อะไรแปลกๆใหม่ๆดี เช่น ในอินโดกับเวียดนาม มีหยุดวันที่ประจำเดือนมาได้ด้วย อยากไปอยู่จังเลย แล้วก็ทำงานทั่วๆไป พี่แอมใจดีมากเลย พอเราไปกินข้าวอยู่บ่อยๆ ตอนอยู่ชั้น 5 ทำให้เรารู้สึกว่า ผู้หญิงทำเครือฯนี่สบายกว่าผู้ชายเยอะเลย มีพี่ๆเอาไอติมมาให้กินด้วย
พออยู่ชั้น 5 ได้ 1 สัปดาห์ เราถูกย้ายตามพี่เลี้ยง (เราต้องเปลี่ยนพี่เลี้ยง เพราะพี่ตรีสัมภาษณ์เราเข้ามา แต่อาทิตย์ที่แล้วลา เลยเป็นพี่แอมที่ดูแล) ไปทำที่ SCG Accout ตอนแรก แอบรู้สึก office มันโทรมๆนะ แต่ก็โอเค อยู่ได้ พอได้ทำงานกับพี่ตรี ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากมายเลย พี่ตรีทำเรื่อง competency มาตั้งแต่แรก ในเครือเรียกว่า เป็น จ้าวแห่งcompetency กันเลยทีเดียว ถึงเราจะได้ทำเรื่องนี้กับพี่เค้าน้อย แต่เรากลับได้เรียนรู้อะไรเยอะนะ มี 2 project ใหญ่ๆ ที่ได้ทำกับพี่ตรี
1. Career Enhancement for SCG account อันนี้เนี่ย เรามีหน้าที่อ่าน prospectus ของพวกหลักสูตร MBA ต่างๆแล้วเลือกในบางส่วน มาทำเป็นหลักสูตร สำหรับนักบัญชีของเครือฯที่มีโอกาสที่จะก้าวไปเป็น Analyst ในวันข้างหน้า แล้วก็ได้ไปคุยกับ business planning ก็ได้เรียนรู้อะไรพอสมควรเลยทีเดียว ในโลกของการทำงานทำให้เรารู้ว่า การทำงานในบริษัทเอกชน ต้องการการนำเสนองานที่ทำให้ผู้บริหารเห็นภาพมากที่สุด ในเวลาน้อยที่สุด ถ้าข้อมูลทุกอย่างสามารถสรุปได้ใน 1 หน้าจะดีมากๆ และเวลาจะขอความช่วยเหลือใคร ให้เราพยายามทำเองให้มากที่สุด (เท่าที่ทำได้) ไปก่อน แม้มันจะผิดพลาด และอาจไม่ได้ใช้ แต่จะมีประโยชน์ คือ ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องนั้นๆไปแล้ว 1 รอบ และ ทำให้คนที่เราขอความช่วยเหลือเค้าอยากช่วยเรามากขึ้น และอีกส่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้กับงานนี้คือ ภาษาอังกฤษนั้น สำคัญมากๆ งานเราต้องอ่านภาษาอังกฤษหมด และ เขียน ภาษาอังกฤษด้วย เราก็นะ มั่วๆไป ตามยถากรรม แต่ก็อ่านรู้เรื่องพอควร
2. E-book for SCG employees อันนี้ ถือ เป็น งานที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในทั้งแง่ของ ตัวเราเอง และ เครือฯ คือ โดยปรกติแล้ว เราเป็นคนที่ไม่เก่ง computer มีความรู้เพียงหางอึ่งตัวเล็กๆ เรื่องก็คือ มีอยู่วันหนึ่ง พี่ตรีบอกว่าให้เอาข้อมูลทั้งหมดที่มีผลต่อการเตรียมตัวไปนอกของพนักงานลงใน CD ทำออกมาให้น่าอ่านด้วยนะ เราก็เอา จะทำไงดีล่ะ ถ้าเอา file ใส่ ใครมันจะอ่านใช่ม่ะ น่าเบื่อแย่เลย ซ้ำ file ของ km ก็มักจะพบอะไรไม่ค่อยคาดฝัน เช่น บางที public holiday มีอยู่แยก แต่บางประเทศไปอยู่รวมกับ Culture คาดว่าคนอ่านคงไม่มานั่งเปิดหรอก เราก็เลยคิด ถึง E-book โดยที่เราไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร ก็บอกพี่ตรี แล้วพี่ตรีก็ถามพี่ฐาให้ว่ามี Program รึปล่าว ท้ายที่สุด เราได้ โปรแกรมกับข้อมูลจากพี่ฐา แล้วก็ อ่าน help เรียนรู้โปรแกรม 1 วัน อีกประมาณ 8 วัน ก็ทำจริง งานออกมาสวยและมีประโยชน์ มีแต่คนชม สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ เราทำได้อ่ะ มันเกินความคาดหมายของเรามากๆ นอกจากนี้ เราได้รับคำชมว่ารูปประกอบใน e-book สวย อันนี้ ต้องยกความดีให้พี่ตรี สอนให้เราเอารูปจาก google แล้วเราก็ค่อยๆเลือกรูปสวยๆออกมาก็ใช้เวลาพอสมควร สิ่งที่เราเรียนรู้จากเรื่องนี้เลยก็คือ คนเรามีศักยภาพมากกว่าที่เราคิด อย่าเพิ่งคิดว่าทำไม่ได้ ค่อยๆทำไป ก็จะประสบความสำเร็จได้ แต่องค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ คือ ความมุ่งมั่นตั้งใจที่อยากให้ผลงานออกมาดี ตอบโจทย์ได้
อาทิตย์สุดท้าย 2 วันแรก เป็นแข่ง Innovative Suggestion การแข่งขันว่า เรามีอะไรที่คิดว่าถ้า SCG ทำแล้วจะดีขึ้น เราก็ส่ง e-book นี่แหละ แล้วเราก็ชนะด้วย ( แยกเป็น บุคคล วิศวะ บัญชี ตลาด มี 4 รางวัล แต่ ท้ายสุด บัญชีไม่มีใครได้ เราได้ของบุคคล) เรารู้สึกว่า เราไม่ได้เก่งกว่าคนที่ไม่ได้รางวัลเลย แต่ที่เราชนะ เพราะเราตอบโจทย์ที่สิ่งที่กรรมการต้องการได้ดีกว่า เพราะโครงเราทำได้จริง แล้วพอทำแล้วจะช่วยให้ cost ของ เครือฯลดลง แล้ว เทคนิดการ present ไม่ว่าจะเป็น การทำ powerpoint หรืออื่นๆที่พี่ตรีเคยสอนเราก็งัดออกมาใช้ ซึ่งก็ได้ผลดีเทีเดียว
ส่วน 3 วันสุดท้าย เราต้องแข่ง Business Strategy Game เป็นเกมส์ simulation ตัดสินใจการทำธุรกิจแบบทั่วโลก อันนี้เล่นเป็นกลุ่ม กลุ่ม ละ 6 คน อันนี้ กลุ่มเราก็ได้ที่ 1 ด้วยกลยุทธ์ Blue Ocean Stratety, Cost saving ที่ดีกว่ากลุ่มอื่น , และการ repurchase หุ้น รางวัลก็คือ ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น 1 สัปดาห์ (แม้เราชนะ 2 อย่าง แต่ถูกตัดสิทธิ์หนึ่งอย่าง)
กล่าวโดยรวมแล้ว เราคิดว่า เราได้อะไรจากการฝึกงานครั้งนี้เยอะมาก ทำให้เราเข้าใจว่าโลกธุรกิจ เค้าทำงานกันอย่างไร เพราะถึงแม้โตขึ้นเราอยากอยู่โลกทางวิชาการมากกว่า แต่ด้วยระบบทุนนิยม ที่ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจเป็นสำคัญ เราจำต้องเข้าใจโลกธุรกิจด้วย ไม่งั้นงานทางวิชาการของเราคงไม่แตกต่างจากอะไรที่ เอาไว้ขึ้นหิ้งใช้จริงไม่ได้ แม้เราจะต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมายในอนาคต แต่ที่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สวยงามมากทีเดียว (โดยเฉพาะ ถ้าเทียบกับ เราได้ยินเพื่อนบางคน ฝึกงานวิบากอ่ะนะ) สิ่งที่เราเข้าใจว่า ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากพอควร ก็คือ อยากเรียนรู้อะไรก็บอกพี่เลี้ยง และการมีพี่เลี้ยงที่ดีอย่างทั้งพี่ตรีแล้วก็พี่แอมด้วย ท้ายที่สุด คือ การได้ทำงานที่ดี และเราไม่บ่ายเบี่ยงที่จะเรียนรู้จากมัน